Welcome, Guest. Please login or register.

ผู้เขียน หัวข้อ: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล  (อ่าน 16809 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Jaownang

  • JaowNang ที่ขอบสาย ปลายฟากฟ้า
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,622
    • www.Stone4soul.multiply.com
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0
ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 03:00:50 PM »
วัฒนธรรมไทยวน

โดย นางเฉลิมศรี สุทธิสวัสดิ์

1. การอพยพและตั้งถิ่นฐาน

ไทยวนชวนใฝ่ให้ ศึกษา
ประวัติความเป็นมา ก่อนโน้น
เพราะเหตุสิ่งใดนา มาอยู่ ถิ่นนี้
เรื่องเก่าเล่านานโพ้น สืบไว้มีมา

     ตามตำนานสิงหนวัศิกล่าวว่า สิงหนวัศิกุมาร ได้อพยพผู้คนบริวารมาจากเมืองราชคฤห์ เข้าใจว่าอยู่ในแคว้นยูนาน มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เชียงแสนราวต้นสมัยพุทธกาล ตั้งชื่อบ้านเมืองนี้ ว่า ?โยนกนคร? เรียกประชาชนเมืองนี้ว่า ?ยวน? ซึ่งเป็นเสียงเพี้ยนมาจากชื่อเมือง ?โยนก? นั่นเอง
     จากนั้นก็มีกษัตริย์ครองเมืองโยนกนี้มาเรื่อยๆ ประชากรไทยวนก็แพร่หลายออกไปในล้านนาไทย ต่อมา พ.ศ. 2101 พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าได้นำทัพมาตีเมืองเหนือ และปกครองเมืองเหนือเป็นเวลานานถึง 200 ปี
พ.ศ. 2347 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งรัตนโกสินทร์ โปรดฯ ให้ทัพหลวงไปตีพม่าออกจากเชียงแสน พม่าแพ้ท่านให้ทำลายเมือง และรวบรวมผู้คนชาวเมืองเชียงแสนได้ 23,000 คน แบ่งคนเหล่านี้ออกเป็น 5 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เชียงใหม่ ส่วนหนึ่งไปอยู่ลำปาง ส่วนหนึ่งไปอยู่น่าน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เวียงจันทน์ ส่วนหนึ่งนำมาใต้โดยให้คนยวนกลุ่มหนึ่งอยู่ที่สระบุรีอีกกลุ่มหนึ่งให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ราชบุรี
อันเนื่องมาจากสมัยก่อนโน้น ที่ตัวเมืองสระบุรีอยู่ที่ท้องที่อำเภอเสาไห้ ที่ว่าคนยวนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ท้องที่อำเภอเสาไห้นี่เอง โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่ตะวันออกของที่ตั้งที่ว่าการอำเภอเสาไห้ขึ้นมาโดยปลูกบ้านรวมอยู่เป็นกลุ่ม
เพื่อสะดวกในการช่วยเหลือกันและการตั้งบ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำก็เพื่อสะดวกในการใช้
น้ำสัญจร หลังบ้านออกไปก็จะเป็นทุ่งนา

      ลักษณะของเรือนไทยวนก็คงจะพัฒนามาจากเรือนชั่วคราว(กระท่อม)ก่อนแล้วมาปลูกเป็นเรือนถาวรอันเนื่องจากวัฒนธรรมเดิม
ของไทยวน จะมีเรือนกาแล ลักษณะมีไม้ไขว้อยู่บนหลังคาหน้าจั่วเรือน ส่วนบนผายออก เรียกว่า เรือนอกโตเอวคอด ดังนั้นเมื่อ แรก เริ่มคนไทยวนก็ปลูกเรือนกาแลอยู่ดังภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดจันทบุรี อำเภอเสาไห้ ในปัจจุบันจะมีบ้านทรงสมัยใหม่ภาคกลาง เป็นจำนวนมาก
     เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านมั่นคง ก็จะมีการเรียกชื่อหมู่บ้านของตนเองตามสภาพภูมิศาสตร์บ้าง เช่น หมู่บ้านที่มีต้นตาลมาก ก็จะเรียก บ้านต้นตาล หมู่บ้านที่มีกอไผ่มากก็จะเรียกบ้านไผ่ล้อม หมู่บ้านที่มีต้นยางมากก็จะเรียกว่าบ้านยาง เป็นต้น บางหมู่บ้าน ก็จะเรียกชื่อหมู่บ้านตามชื่อบุคคลสำคัญ เช่น บ้านสิบต๊ะ (ปัจจุบันคือบ้านสวนดอกไม้) ตามชื่อของหนานต๊ะ ผู้นำหมู่บ้านไทยวน มาตั้งถิ่นฐานรุ่นแรก บ้านเจ้าฟ้า ก็คือ ปู่เจ้าฟ้านำคนยวนมาตั้งอยู่ถิ่นนี้ เป็นต้น
     เมื่อคนไทยวนมีประชากรมากขึ้นก็จะอพยพไปตั้งบ้านเรือน ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำป่าสักออกไป เช่น ในท้องที่อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ปัจจุบันจังหวัดสระบุรีมี 13 อำเภอ จะไม่มีคนยวนในอำเภอหนองโดนและอำเภอดอนพุด นอกนั้นมีคนยวน มากมาย รวมกระทั่งอพยพไปอยู่ในต่างจังหวัดด้วย เช่น อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
     คนไทยวนจะประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก จนกระทั่ง ?ข้าวเสาไห้? เป็นที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยสรุปแล้วคนไทยวนจะมีลักษณะ 10 ประการ คือ นักเดินทาง ชอบสร้างบุญ อุดหนุนกัน ขยันดี กวีเก่ง นักเลงสือ ฝีมือดัง ของขลังมั่น กตัญญู รักหมู่พวก


ออฟไลน์ Jaownang

  • JaowNang ที่ขอบสาย ปลายฟากฟ้า
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,622
    • www.Stone4soul.multiply.com
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 03:06:09 PM »
2. วิถีชีวิต

การดำเนินชีวิตของชาวไทยวน จะมีดังนี้
     อันเนื่องมาจากคนไทยวน ได้เดินทางมาด้วยกันและตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกัน จึงต้องพึ่งพากันตลอด คนยวนจึงเคารพนับถือเครือญาติเป็นสำคัญ ดังเช่นกล่าวว่า ?หนีจากเมืองพี่น้องจักไปเปิ้ง (พึ่ง) ไผ หนีจากไปเปิ้ง (พึ่ง) หึ่งห้อย? คนไทยวนจึงเคารพเครือญาติและอาวุโสเป็นสำคัญ

     ประการที่สอง คนไทยวนก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่เกี่ยวข้องกัน การปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คนไทยวนก็เคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์และพระบรม
วงศานุวงศ์สืบมา

     ประการที่สาม คนไทยวนทั้งหมดนับถือพระพุทธศาสนา กิจกรรมในชีวิตประจำวันจึงเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น เช้ามาจะตักบาตรทำบุญหน้าบ้าน วันพระหรือวันกิจกรรมประเพณีก็จะไปรวมกันที่วัดหรือไปรักษาศีล ฟังธรรมที่วัด วันปกติก็จะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน

     ประการที่สี่ ขณะที่คนยวนนับถือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แล้วยังนับถือ ?ผี? อีกด้วย เช่น มีผีประจำเรือน เรียกว่า ผีเรือน มีผีประจำหมู่บ้านจะมีผีศาลประจำหมู่บ้าน จะมีประจำวัด เรียกว่า เสื้อวัด จะมีผีประจำทุ่งนา เรียกว่า เสื้อนา ฯลฯ คนยวนจึงมีกิจกรรมเกี่ยวกับผีในชีวิตของตนเอง

     ประการที่ห้า วิถีชีวิตคนยวนส่วนใหญ่จะอยู่ที่อาชีพโดยเฉพาะ อาชีพการทำนา
ปีหนึ่งจะมีฤดูการทำนาและฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันคนยวนจะอยู่กับกิจกรรมเหล่านี้ ปัจจุบันคนยวนบางส่วนได้รับการศึกษาสูงขึ้นก็ประกอบอาชีพค้าขายก็มี รับราชการก็มาก ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมก็ไม่น้อยเลยทีเดียว
ประการที่หก กิจกรรมมนุษย์สัมพันธ์ อันเนื่องมาจากคนเราต้องอยู่ร่วมกันพึ่งพาอาศัยกัน เกื้อกูลกัน คนไทยวนก็เช่นกัน เช่น การไปเยี่ยมกันเมื่อยามเจ็บป่วย มีเวลาว่างก็มาคุยกัน ใครมีงานก็ไปช่วยกัน มีของกินของใช้ก็แจกจ่ายกัน

     ประการที่เจ็ด การแสวงหาความความเพลิดเพลินให้แก่ตนเอง กิจกรรมเหล่านี้ เป็นไปตามวัย และสถานที่ เช่น เป็นเด็กก็จะเล่นสนุกร่วมกัน โตขึ้นก็จะเล่นกีฬามุ่งเอาแพ้ชนะกัน การดูรายการต่างๆ ในโทรทัศน์หรือเกม เป็นต้น

ทั้งเจ็ดประการดังกล่าวมานี้ วิถีชีวิตของชาวไทยวน คือ ปรนนิบัติบิดา มารดา เทิดทูนองค์ราชาไว้สูงสุด ปฏิบัติกิจตามศาสนาพุทธ นับถือวิญญาณบริสุทธิ์ในท้องถิ่น ประกอบอาชีพ ให้มีกินไม่มีขาด ช่วยเหลือญาติให้สำราญ แสวงหาสันทนาการเป็นประจำ


ออฟไลน์ Jaownang

  • JaowNang ที่ขอบสาย ปลายฟากฟ้า
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,622
    • www.Stone4soul.multiply.com
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 03:10:04 PM »
3. ประเพณีวัฒนธรรม

     ชาวไทยวนที่อพยพมาจากเชียงแสน มาอยู่สระบุรี เมื่อ พ.ศ. 2347 นั้น ได้นำเอา 2 สิ่งใหญ่ๆ มาใช้ในท้องถิ่นนี้ คือ ภาษาและประเพณี
     ภาษาไทยวน ก็คือ ภาษาไทยที่ใช้อยู่ในล้านนานั่นเอง เช่น มาแล้วก๊า (หรือ), เอายู (ไม้กวาด, ไปวัดกั๋นเน้อ ฯลฯนอกจากนั้นยังมี อักษรไทยวน ซึ่งมีลักษณะของตนโดยเฉพาะส่วนประเพณีวัฒนธรรมนั้นเมื่อคนไทยวนมาอยู่ถิ่นนี้ก็รับเอา ประเพณีวัฒนธรรม ของคนไทย ภาคกลาง มาปฏิบัติ แต่ก็มีหลายประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติตามประเพณีไทยวนสืบมา ดังจะกล่าว พอเป็นตัวอย่างบางอย่าง คือ

     ประเพณีทานขันข้าว (ตานขันข้าว) คือ การนำอาหารใส่ถ้วยวางบนสำรับ (ถาด) นำไปถวายภิกษุบอกท่านว่าต้องการอุทิศกุศลนี้ ไปให้แก่ผู้ใด ภิกษุรับประเคนแล้วก็จะกล่าวถ้อยคำเป็นเชิงบอกให้วิญญาณผู้นั้นทราบมีใครนำสำรับอาหารมาให้ ให้ผู้นั้นมารับส่วนกุศล ถ้อยคำที่ภิกษุกล่าวนี้จะคล้องจองไพเราะ ฟังแล้วจะรู้สึกประหนึ่งว่าจะมีวิญญาณผู้นั้นมารับกุศลอย่างจริงๆ ทานขันข้างนี้จะทำวันใดก็ได้ไม่จำกัดวัน

     ประเพณีเวนทาน วัตถุประสงค์ของประเพณีนี้ก็เพื่อต้องการอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ตาย เช่น การทำบุญเจ็ดวัน ร้อยวัน จะนิมนต์ พระมาสวดพระพุทธมนต์ บอกญาติมิตร มาใส่บาตรร่วมกัน เมื่อพระสงฆ์สวดบทถวายพรพระจบแล้ว เจ้าภาพก็จะนำผ้าขาวมาปูลาด ให้ยาวตลอดแถวที่ภิกษุนั่งอยู่ จากนั้นก็นำเอาอาหารมาวางบนผ้าขาว โดยจะวางรวมกันเป็นสำรับ ส่วนหนึ่งวางไว้หน้าพระพุทธรูป คณะเจ้าภาพทั้งหมดจะมานั่งรวมกันหน้าอาสนสงฆ์ที่มีอาหารวางอยู่ จากนั้นมรรคนายก (อาจารย์วัด) ก็จะกล่าวคำเวนทานด้วย สำเนียงไทยวน เนื้อหาที่กล่าวจะเริ่มต้นด้วยคำนอบน้อมต่อพระรัตนตรัย และเทวดา จากนั้นก็จะบอกว่าบุญนี้ใครเป็นเจ้าภาพ ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ใด ขอเชิญเทวดาจึงช่วยบอกให้วิญญาณผู้นั้นรับกุศล ถ้อยคำดังกล่าวค่อนข้างจะยาวพอสมควรแต่ก็ไพเราะ และชวนให้เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์

     เมื่อกล่าวจบภิกษุที่สองหรือสามจะลุกมารับประเคนสำรับจากเจ้าภาพ จะประเคนเพียงสำรับเดียว เชื่อว่าสำรับอื่นๆ ก็จะประเคน แล้วเพราะอยู่บนผ้าขาวผืนเดียวกัน ภิกษุรูปนั้นจะนั่งกระโหย่งประนมมือมาทางหัวแถว กล่าวคำอุปโลกน์ เป็นทำนองว่าอาหาร สำรับแรกถวายแก่ภิกษุผู้อาวุโส ส่วนอาหารที่เหลือจะเป็นของภิกษุ สามเณร และบุคคลอื่นๆ สืบต่อไป จากนั้นภิกษุ สามเณรก็จะ ฉันภัตราหาร เมื่อฉันเสร็จเจ้าภาพก็จะประเคนเครื่องไทยทานอื่นๆ พระสงฆ์ทั้งนั้นอยู่อนุโมทนาให้พรจากนั้นญาติมิตรที่มาร่วมงานจะ รับประทานอาหารพร้อมเพรียงกันเสร็จแล้วอาจมีเทศน์อานิสงส์ท้ายก็ได้งานประเพณีเช่นนี้ทำให้เกิดความมั่นใจว่าบุญที่ทำนี้จะถึง
ผู้ตาย จริงๆ เช่น งานปอยข้าวสังฆ์ เป็นต้นไป ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวนอีกอย่างหนึ่ง คือ

     ประเพณีจุดประทีปตีนกา ประเพณีที่จะทำกันในวันเพ็ญเดือน 12 เมื่อถึงเวลาเย็นของวันนี้ ชาวไทยวนจะมารวมกันที่วัด เมื่อได้เวลาอันสมควร (อาจจะหนึ่งทุ่ม) ก็จะนิมนต์พระมาเทศน์เรื่อง ?พญากาเผือก? ให้ฟัง เมื่อพระเริ่มเทศน์สัปบุรุษก็จะ จุดประทีป ตีนกาเพื่อบูชาพระธรรม ประทีปนี้ก็คือชาวบ้านจะเอาด้ายมาทำเป็นรูปตีนกา กา คือ นกที่มีสีดำ พยายามทำด้ายให้เป็นรูปตีนกา วางลง ในถ้วยที่มีน้ำมันแช่อยู่เล็กน้อยที่มาของประทีปนี้ ก็คือ เล่ากันว่าครั้งหนึ่งมีกามาทำรังอยู่บนต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำในรังไข่ของแม่กาอยู่ 5 ฟอง เช้าวันหนึ่งแม่กาบินออกไปหาเหยื่อ ได้เกิดมีพายุฝนอย่างแรงพัดเอาไข่ทั้ง 5 ฟองนี้ ตกลงไปในแม่น้ำ กระแสน้ำพัดพาไปติด ฝั่งมีสัตว์ต่างๆ คือ แม่ไก่ นาค โค เต่า และงูใหญ่ นำไข่ไปฝักเลี้ยง เมื่อถึงเวลาไข่ก็แตกออกมาเป็นคน แต่ละคนมีชื่อตามผู้ที่ นำไปฝักเลี้ยง คือ กุกกุสันโธ (วงศ์ไก่), โกนาคมโน (วงศ์นาค), กัสสโป (วงศ์เต่า), โคตโม (วงศ์โค) และเมตไตโย (วงศ์งูใหญ่)
ส่วนแม่กาเผือกเมื่อกลับมาถึงรังของตนในวันนั้น ไม่พบไข่ของตนก็ร้องไห้เสียใจจนสิ้นใจตายไปเกิดเป็นท้าวผกาพรหมอยู่บนสวรรค์
วันหนึ่งบุตรทั้ง 5 คน มาพบกันได้ไถ่ถามกันจึงรู้จักกันว่าเป็นพี่น้องกัน ก็พากันร้องไห้เพราะคิดถึงแม่กาเผือกผู้เป็นมารดาของตน เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองให้จุดด้ายตีนกาลอยน้ำไปเถิด และบุตรแม่กาเผือกทั้ง 5 คนต่างก็อธิษฐานขอให้ได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า และบัดนี้ได้มาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว 5 องค์ คือ พระกุกกุสันโธ พระโกนาคมโม พระกัสสโป พระโคตรมะ คือ พระพุทธเจ้าของเรา ในยุคนี้ ส่วนพระเมตไตโย จักเกิดมาเป็นพระศรีอริย์ในอนาคตนี่คือที่มาของประเพณีจุดประทีปตีนกาของชาวไทยวน

    ประเพณีถวายสลากภัต ที่มาของประเพณีนี้มีอยู่ว่าสมัยหนึ่งครั้งพุทธกาล เกิดข้าวยากหมากแพง อาหารมีน้อย เมื่อพระมาบิณฑบาต บางคนมีอาหารน้อยนิดไม่พอจะใส่บาตรให้ครบทุกรูป จึงทูลขอกับพระพุทธเจ้าให้ใช้วิธีให้ภิกษุจับสลาก ภิกษุรูปใดจับได้สลากของใคร ก็รับอาหารจากผู้นั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้มีการถวายอาหารโดยวิธีจับสลาก นี่คือที่มาของประเพณีบุญ สลากภัต ซึ่งชาวพุทธ ทุกภาคในประเทศไทยก็นิยมทำกัน ซึ่งจะทำในวันใดก็ได้

      สำหรับประเพณีไทยวนเสาไห้ สระบุรี จะเริ่มจากชาวบ้านร่วมกันกำหนดวัน เดือนถวายสลากภัตที่วัดแล้วบอกบุญใช้ชาวบ้านช่วยกัน เตรียมสลากภัต เมื่อได้จำนวนเท่าใด ก็จะนิมนต์พระมารับสลากภัตให้เท่ากับจำนวนที่มีเจ้าภาพรับไว้ชาวบ้านเมื่อรับ เป็นเจ้าภาพ แล้วก็จะเตรียมสลากภัต ส่วนมากจะเป็นอาหารหวานและผลไม้ที่เก็บไว้ได้นานคนเมืองเหนือจะเตรียมสิ่งดังกล่าวใส่ชะลอม คนเหนือเรียกว่า ?ก๋วย? คนเมืองเหนือจึงเรียกประเพณีถวายสลากภัตว่า ?ทานก๋วย? ส่วนคนยวนสระบุรี จะนำสิ่งของใส่กระจาด และมีผู้มีศรัทธามากและมีฝีมืออาจมีฉัตรปีกกลางกระจาดตกแต่งสวยงาม     

      เมื่อถึงวันงานก็จะนำกระจาดสวยงามเหล่านี้ไปวางไว้เรียงบนชั้นที่เตรียมไว้ที่สนามลานวัด นิมนต์พระเทศน์อานิสงส์การถวายสลากภัตจบแล้วกล่าวคำถวาย ให้ภิกษุจับสลาก จับได้ของใครก็ไปรับของผู้นั้น แล้วนำกลับวัดของตน
จุดเด่นของงานถวายสลากภัตอยู่ที่ความสวยงามอันเกิดจากความมีฝีมือตกแต่ง
ต้นสลาก (คนยวนเรียกต้นกั๋น) ขบวนแห่หลากหลาย ผู้คนต่างหมู่บ้านมากมายมาร่วมงานนี้


ออฟไลน์ Jaownang

  • JaowNang ที่ขอบสาย ปลายฟากฟ้า
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,622
    • www.Stone4soul.multiply.com
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 03:10:50 PM »
4. ภูมิปัญญาชาวบ้าน

     ภูมิปัญญาชาวบ้าน อันเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของท้องถิ่น คำว่า ?ภูมิปัญญา? มาจากการรวมคำสองคำเข้าด้วยกัน คือ ภูมิ หมายถึง แผ่นดิน ปัญญา หมายถึง ความรู้ นั้นก็คือเมื่อมีผู้คนไปอยู่ ณ ท้องถิ่นใดนานพอควรก็จะแสดงออกซึ่งความรู้ ความสามารถ ของตน ณ ท้องถิ่นนั้น เพราะมนุษย์มีลักษณะพิเศษประจำตนอยู่สามอย่าง คือ สมอง ที่สามารถคิดหรือสะสมความรู้ได้อย่างมาก สอง ปาก ปากของมนุษย์ สามารถเปล่งเสียงได้มากเมื่อสมองสั่งการมนุษย์ก็จะสื่อสารออกมาทางเสียงผ่านปากของตน สาม มือ มือของ มนุษย์สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายทั้งทำสิ่งหยาบๆ ง่ายๆ จนกระทั่งทำสิ่งซับซ้อน ด้วยความที่มนุษย์ที่มีของวิเศษ ประจำกายตน สามอย่าง คือ สมอง ปาก มือ นี่เอง ทำให้มนุษย์ผลิตเครื่องมือ เครื่องใช้ ได้อย่างมากมายไม่มีที่สิ้นสุด ตัวอย่าง ?ภูมิปัญญาชาวบ้าน? ของชาวไทยวน

บ้านต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

1. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาหาร
ชาวไทยวนได้รับการถ่ายทอดการประกอบอาหารมาจากบรรพบุรุษเป็นอาหารทางเหนือจัดอาหารแบบขันโตก มีข้าวเหนียว แกงโฮ๊ะ ลาบ ผัดหมี่ ไส้อั่ว แค็บหมู น้ำพริกหนุ่ม และชาวไทยวนสระบุรียังได้ทำขนม เพื่อใช้ในงานบุญประเพณี เช่น งานบุญ ถวายสลากภัต งานกวนข้าวทิพย์ ขนมที่ชาวไทยวนนิยมทำ ได้แก่ ขนมกง ขนมนางเล็ด (ข้าวแตน) ข้าวหลาม

อาหารขันโตก



2. ภูมิปัญญาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
ชาวไทยวนนิยมสร้างบ้านเรือนริมน้ำป่าสัก และสร้างตามรูปแบบของวัฒนธรรมเดิม คือการสร้างบ้านเรือน แบบทรงกาแล มีไม้ไขว้ อยู่บนหลังคาหน้าจั่วเรือน ส่วนบนผายออก เรียกว่า เรือนอกโตเอวคอด







บ้านของชาวไทยวน


3. ภูมิปัญญาเครื่องนุ่งห่ม
ชาวไทยวนบ้านต้นตาล ยังคงสืบทอดการทอผ้า และมีการประกอบอาชีพทอผ้า เพื่อการขาย และการอนุรักษ์ให้คงอยู่ ผ้าที่นิยมทอ ได้แก่ ย่าม หมอน ผ้าห่ม ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า ผ้าปรกหัวนาค ผ้าห่อคัมภีร์ ตุง กลุ่มทอผ้าบ้านต้นตาล ที่มีการออกแบบลวดลายอย่างเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ผ้าทอมือจากศูนย์ทอผ้าตำบล ต้นตาล ได้เข้าคัดสรรในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ในปี 2547 ในระดับประเทศ ได้ระดับ 3 ดาว




4. ภูมิปัญญาเครื่องใช้พื้นบ้าน
เนื่องจากคนไทยวนสระบุรีอาศัยอยู่ใกล้ริมน้ำจึงทำเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ได้แก่ ข้อง สุ่ม ไซ แห เป็นต้น และได้ทำเครื่องใช้ในครัวเรือน ได้แก่ กระจาด ชะลอม สาแหรก เป็นต้น

5. ภูมิปัญญาในการทำเครื่องใช้บูชา
ชาวไทยวนได้สืบทอดความเชื่อความศรัทธาในเรื่องของพุทธศาสนา และการ
นับถือ ?ผี? จึงได้ทำเครื่องมือไว้บูชา คือ ตุง และ โคม
ตุง เป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในงานพิธีทางพุทธศาสนา ถวายเป็นพุทธบูชา ถือว่าเป็นการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือถวายเพื่อเป็นปัจจัยส่งกุศลให้แก่ตนไปในชาติหน้าด้วยความเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์
โคม สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ "โคมแขวน" จะประดิษฐ์ขึ้นเพื่อประดับประดา มักจะทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ทั้งทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทำจากกระดาษชนิดต่าง ๆ เช่น กระดาษสา กระดาษแก้ว กระดาษว่าว หรือผ้าดิบ ขึ้นโครงด้วยไม้ไผ่เอี๊ยะ ที่มีลักษณะพิเศษ คือ ล้ำปล้องยาว ตาห่าง เหมาะแก่การดัดทำเป็นโครงรูปทรงต่าง ๆ ข้างในประกอบด้วยหลอดไฟ แต่เดิมมีความเชื่อว่า หากจุดโคมในเวลากลางคืนจะเป็นการบูชาเทวดาที่รักษา
บ้านช่อง "โคมลอย" จะประดิษฐ์ด้วยการใช้วัตถุแบบเดียวกันกับโคมแขวน แต่โคมลอยนั้นจะทำพิเศษให้สามารถลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เหมือนบอลลูน ถือเป็นการปล่อยเคราะห์ปล่อยโศกที่ติดตามตัวเราให้ออกไปให้หมด


ออฟไลน์ Jaownang

  • JaowNang ที่ขอบสาย ปลายฟากฟ้า
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,622
    • www.Stone4soul.multiply.com
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • MS Internet Explorer 8.0 MS Internet Explorer 8.0
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 03:22:52 PM »

ไทยวน หรือ ไทยล้านนา หรือ โยนก เป็นกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนล้านนามาเป็นเวลานาน มักเรียกตนเองว่า คนเมืองชาวไทยวนอาศัยอยู่ในเขต จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง น่าน และแพร่ รู้จักในนามไทยล้านนามีภาษาพูดใกล้เคียงกับ พวกไทลื้อ และไทเขินปัจจุบันชาวไทยวนรับอิทธิพลของไทยภาคกลาง

ตามตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า สิงหนวัติกุมารโอรสของท้าวเทวกาล ซึ่งปกครองบ้านเมืองอยู่ทางยูนนาน ได้นำผู้คนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ลุ่มน้ำโขง ตอนใต้ซึ่งก็คือเชียงราย เชียงแสน ในปัจจุบัน และตั้งชื่อเมืองว่า โยนกนคร หรือ โยนกนาคนคร คนทั่วไปเรียกเมืองโยนกนี้ว่า โยนก หรือ ยูน หรือ ยวน ไทยวน หรือ คนยวน ในจังหวัดสระบุรีเป็นไทยวน กลุ่มที่ อพยพมาจากเมืองเชียงแสน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2347 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งพระองค์ท่านโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงเทพหริรักษ์ และ พระยายมราช พร้อมด้วยกองทัพลาว ยกทัพไปตีเมืองเชียงแสน ซึ่งในขณะนั้นตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่ามื่อทัพไทยสามารถตีเมืองเชียงแสน ได้แล้วจึงให้รื้อกำแพงเมือง รื้อบ้านเมือง และได้รวบรวมผู้คนชาวเชียงแสนโดยได้แบ่งเป็น 5 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ที่ลำปาง ส่วนหนึ่งอยู่ที่น่าน ส่วนหนึ่งอยู่ที่เวียงจันทน์ และอีกส่วนให้เดินทางมายังกรุงเทพ โดยให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ราชบุรี สระบุรี ปู่เจ้าฟ้า หนึ่งในผู้นำคนยวนในสมัยนั้น ได้นำผู้คนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านเจ้าฟ้า ปัจจุบันมีศาลเจ้าฟ้า ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนี้ เมื่อถึงวันสงกรานต์ ชาวบ้านจะอันเชิญดวงวิญญาณของปู่เจ้าฟ้า มาเข้าร่างทรงให้ลูกหลานได้สรงน้ำ และปู่เจ้าฟ้าก็จะพยากรณ์เหตุการณ์บ้านเมืองหนานต๊ะ ซึ่งเป็นน้องชายของปู่เจ้าฟ้าได้นำไพร่พลไปตั้งบ้านเรือน อยู่ที่บ้านสิบต๊ะ (ปัจจุบันคือบ้านสวนดอกไม้) เล่ากันว่าหนานต๊ะเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมขลัง และเก่งในการรบ และเป็นผู้ที่มีส่วน ร่วมในการตัดต้นตะเคียนที่บ้านสันปะแหนเพื่อส่งมาคัดเลือกให้เป็นเสาหลักเมือง ที่กรุงเทพ เมื่อไม่ได้รับการเลือกเสาต้นนี้ล่องทวนน้ำกลับไปยังที่เดิมและก็ส่งเสียงร้องร่ำไห้ อัน เป็นที่มาของชื่ออำเภอเสาไห้ ปัจจุบันเสาต้นนี้อยู่ที่วัดสูง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แต่เดิมนั้นที่ทำการเมืองสระบุรีอยู่ที่บริเวณบึงโง้ง ใกล้วัดจันทรบุรี ในอำเภอเสาไห้ในปัจจุบัน ชาวไทยวนได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ที่ว่าการอำเภอเสาไห้ขึ้นไปทางตะวันออก ต่อมาจึงได้ขยับขยายทำเลที่ตั้งบ้านเรือนไกลจากแม่น้ำป่าสักออกไป ปัจจุบัน คนไทยวนตั้งถิ่นฐานอยู่แทบทุกอำเภอ ที่มีมากที่สุดคือ ที่อำเภอเสาไห้ อำเภอเมือง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอวังม่วง

ภาษา
ชาวไทยวนมีภาษาพูดภาษาเขียนเป็นเอกลักษณ์ของตน อักษรของชาวไทยวนมีใช้มาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อได้อพยพมาอยู่ที่สระบุรีก็นำเอาอักษรเหล่านั้นมาใช้ด้วยใช้เขียนลงในสมุด ข่อยหรือจารบนใบลาน ชาวไทยวนเรียกอักษรนี้ว่า หนังสือยวน เรื่องที่บันทึกลงใบข่อยหรือสมุดไทยมักจะเป็นตำราหมอดู ตำราสมุนไพร เวทมนต์คาถาต่างๆ ส่วนเรื่องที่จารลง ใบลานจะเป็นพระธรรมเทศนาเป็นส่วนใหญ่ ชาวไทยวนมักนิยมถวายคัมภีร์เทศน์ เพราะเชื่อว่าได้บุญมากส่วนใหญ่มักเป็นเรื่อง เวสสันดรชาดก ยอดพระไตรปิฎกคัมภีร์ยวนฉบับ ต่างๆได้รับต้นฉบับมาจากฝ่ายเหนือ เมื่อได้มาก็คัดลอกจารต่อๆ กันมา ชาวไทยวนมีการร้องเพลง เรียกว่า จ๊อย เป็นการร้องด้วยสำนวนโวหาร อาจจะเป็นการจ๊อยคนเดียว หรือจ๊อย โต้ตอบกันก็ได้ การจ๊อยนี้จะไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ เนื้อหาในการจ๊อยอาจจะเกี่ยวกับนิทานชาดก คำสอน ประวัติตลอดจนการเกี้ยวพาราสี

เรือนของชาวไทยวนนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะเรียกว่า เรือนเชียงแสนหรือเรือนกาแล กล่าวคือจะมีไม้ไขว้อยู่บนหลังคาเหนือจั่ว เรือนส่วนบนจะผายออก ที่เรียกว่า เรือน อกโตเอวคอด เมื่อชาวเชียงแสนได้อพยพมาอยู่ที่สระบุรีในตอนต้นนั้น มีการปลูกเรือนกาแลอยู่บ้าง ดังที่ปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนังวัดจันทรบุรี จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ใน ชุมชนบ้าน เสาไห้ก็พบว่า แต่เดิมนั้นมีการปลูกเรือนกาแลอยู่บ้าง

การแต่งกาย
จากภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดจันทรบุรี อำเภอเสาไห้ ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และอุโบสถวัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ ซึ่งเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึง วิถีชีวิตการแต่งกายของชาวไทยวนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

ที่อยู่อาศัย
เรือนของชาวไทยวนนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะเรียกว่า เรือนเชียงแสนหรือเรือนกาแล กล่าวคือจะมีไม้ไขว้อยู่บนหลังคาเหนือจั่ว เรือนส่วนบนจะผายออก ที่เรียกว่า เรือน อกโตเอวคอด เมื่อชาวเชียงแสนได้อพยพมาอยู่ที่สระบุรีในตอนต้นนั้น มีการปลูกเรือนกาแลอยู่บ้าง ดังที่ปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนังวัดจันทรบุรีจากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน บ้าน เสาไห้ก็พบว่า แต่เดิมนั้นมีการปลูกเรือนกาแลอยู่บ้าง

ความเชื่อชาวไทยวนมีความเชื่อในเรื่องผีซึ่งอาจให้คุณหรือโทษได้ ผีที่ชาวไทยวนให้ความสำคัญได้แก่ ผีเรือน หรือ ผีประจำตระกูล หรือ ผีบรรพบุรุษ คนยวนเรียก ผีปู่ย่า คนยวน 1 ตระกูลจะมีศาลผีหรือหิ้งผีอยู่ที่บ้านของคนใดคนหนึ่ง เมื่อลูกหลานในตระกูลนี้ เมื่อลูกหลานคนใดแต่งงานก็จะพากันมาไหว้ผีปู่ย่าที่บ้านนี้ หรือในช่วง เทศกาลสงกรานต ์ก็จะพา กันมาไหว้ผีปู่ย่าเช่นกัน

ผีประจำหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านจะมีศาลผีประจำอยู่ บางหมู่บ้านอาจจะมีมากกว่าหนึ่งศาล เช่นที่ บ้านไผ่ล้อม อำเภอเสาไห้ มีศาลเจ้าชื่อ ปู่เจ้าเขาเขียวโปร่งฟ้า มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า เดิมปู่เจ้าอยู่ที่เชียงดาว เชียงใหม่ ในครั้งที่มีการอพยพได้มีคนเชิญให้ร่วมทางมาด้วย เพื่อคุ้มครองลูกหลานญวนที่เดินทางมาในครั้งนั้น และได้ปลูกศาลให้ท่านอยู่ เชื่อกันว่า เจ้าปู่ นี้มักจะกลับไปอยู่ที่เชียงดาว เมื่อถึงวันสงกรานต์ก็จะมาเยี่ยมลูกหลานของท่านทุกๆ ปี

ผีประจำวัด เรียกว่า เสื้อวัด ทุกวัดจะมีศาลเสื้อวัดประจำอยู่ทุกๆ วัด บางวัดมีมากกว่า 2 ศาลเวลามีงานวัดจะต้องจุดธูปบอกเสื้อวัดเสียก่อน ผีประจำนา เรียกว่า เสื้อนา ความเชื่อเรื่อง เสื้อนามีมานานดังที่ปรากฏในหนังสือกฎหมายมังรายศาสตร์ ฉบับวัดเสาไห้ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า?ผู้ใดขี้ใส่นาแรกท่าน ตั้งแต่ตอนหว่านกล้าไปจนถึงตอนจะย้ายปลูกจะเก็บเกี่ยวให้ มันหาเหล้า 2 ไห ไก่ 2 คู่ เทียน 2 เล่ม ข้าวตอกดอกไม้ มาบูชาขวัญข้าว และเสื้อนาผิดเพียงแต่เยี่ยว ไม่ได้ขี้ ให้ มันหาไก่คู่หนึ่ง เหล้าขวดหนึ่งเทียนคู่หนึ่ง้าวตอกดอกไม้บูชาเสื้อ นา??? ความเชื่อเรื่องเสื้อนานี้เมื่อถึงเดือนหก แม่บ้านจะทำขนมบัวลอยไปวางเซ่นที่นาเพื่อเลี้ยงเสื้อนาของตนทุกปี

ประเพณีขึ้นท้าวทั้ง 4 ชาวไทยวนเรียก ?ต๊าวตังสี่? หมายถึงท้าวจตุโลกบาล ซึ่งเป็นเทวดาประจำทิศทั้งสี่ ก่อนที่จะมีงานใดๆ จะทำการเลือกสถานที่ๆ เหมาะสม เอาไม้ 5 ท่อนมา ปักเป็นเสา 4 มุม เสาต้นกลางสูงกว่าเสาสี่มุม บนเสานี้จะวางเครื่องเซ่น เช่น หมาก บุหรี่ ดอกไม้ธูปเทียน กระทงอันกลาง เป็นของพระอินทร์ ผู้รู้พิธีจะเป็นคนกล่าวเชิญเทพทั้ง 4 มารับเครื่องเซ่นและมาช่วนปกป้องคุ้มครองงานของตนให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

http://www.sac.or.th/databases/ethnic/Content/Information/taiyuan.html

ออฟไลน์ ม่อน

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 94
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Firefox 12.0 Firefox 12.0
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2012, 08:40:47 PM »
เซ็ตนี้หน้าใสเด้งมาก :beloved:

ออฟไลน์ LivingYou_^-^Me

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 169
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 18.0.1025.168 Chrome 18.0.1025.168
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 08, 2012, 09:50:39 PM »
เซ็ตนี้หน้าใสเด้งมาก :beloved:

แกรเอารัยมาตบเหรอ ถึงบอกว่าเด้ง EEE ม่อน

sunya

  • บุคคลทั่วไป
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2012, 03:38:28 PM »
ได้ทั้งความรู้และได้ดูหน้าเด้ง..ด้วย  :wink:

ออฟไลน์ LivingYou_^-^Me

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 169
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Chrome 19.0.1084.46 Chrome 19.0.1084.46
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2012, 10:22:47 PM »
ได้ทั้งความรู้และได้ดูหน้าเด้ง..ด้วย  :wink:


ตอนนี้เด้งกว่าเดิม 7 โลอ๊ะ หมอให้ลดน้ำหนักด่วน

ออฟไลน์ Jaownang

  • JaowNang ที่ขอบสาย ปลายฟากฟ้า
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,622
    • www.Stone4soul.multiply.com
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Firefox 7.0.1 Firefox 7.0.1
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2015, 08:49:35 PM »
ขนมครก อาหารเดิมๆ ที่ยังคงชอบมาก

ออฟไลน์ Jaownang

  • JaowNang ที่ขอบสาย ปลายฟากฟ้า
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,622
    • www.Stone4soul.multiply.com
  • OS:
  • Windows XP Windows XP
  • Browser:
  • Firefox 7.0.1 Firefox 7.0.1
Re: ปลายฟ้า ตลาดน้ำไทยวน ตลาดน้ำต้นตาล
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2015, 08:51:22 PM »
อาหารไทยวน... ที่ตลาดน้ำต้นตาล เดิมๆ คะ